🌸🌸 สรุปงานวิจัย 🌸🌸
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการฝึกการละเล่นพื้นบ้านที่มีต่อพัฒนาการของ
เด็กปฐมวัย โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลโรงเรียนบ้านบูเกะกุง
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 โดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบ
เจาะจง(purposive sampling) จำนวน 30 คน ซึ่งเด็กปฐมมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง โดยเลือกจากแบบ
บันทึกสุขภาพและครูประจำชั้นยอมรับเงือนไขการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
(1) แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านจ านวน 12 กิจกรรม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
(2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องการละเล่นพื้นบ้านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
(3) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกสำหรับเด็กปฐมวัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
(Kasetsart Motor Fitness Test)
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานแบบ t-test dependent
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาผลการฝึกการละเล่นพื้นบ้านที่มีต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
ความสำคัญและประโยชน์ของการวิจัย
ผลของการวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้กิจกรรมการฝึกการละเล่นพื้นบ้าน ที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกลไก
และการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับปฐมวัย และทราบถึงผลการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของเด็ก
ปฐมวัยที่ทำการฝึกการละเล่นพื้นบ้าน
ขอบเขตของการวิจัย
1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) ซึ่งศึกษาผลของการฝึก
การละเล่นพื้นบ้านที่มีต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ซึ่งในงานวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลง
ของสมรรถภาพทางกลไก อันเป็นผลจากการฝึกกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน และศึกษาการเรียนรู้ของ
เด็กปฐมวัย หลังจากได้รับการฝึกกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย – หญิง ระดับปฐมวัย ที่ก าลังศึกษาอยู่ ชั้นอนุบาล
โรงเรียนบ้านบูเกะกุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 โดย วิธีการเลือก
ตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จ านวน 30 คน ซึ่งเด็กปฐมมีร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรง
โดยเลือกจากแบบบันทึกสุขภาพและครูประจำชั้นยอมรับเงือนไขการวิจัยครั้งนี้
3. ระยะเวลาในการทดลองทั้งหมด 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วันโดยทำการฝึกในวันจันทร์ วัน พุธ และวันศุกร์
เวลา 14.30-15.30 น.
ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้
ได้แก่
1 ตัวแปรต้น (independent variable) คือ การฝึกการละเล่นพื้นบ้าน
2 ตัวแปรตาม (dependent variable) ได้แก่สมรรถภาพทางกลไกประกอบด้วย
(1) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength)
(2) พลังของกล้ามเนื้อแขนและขา (Arm and Leg muscle power)
(3) ความอดทน (Muscle endurance)
(4) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility)
(5) ความอ่อนตัว (Flexibility)
(6) ความเร็ว (Speed)
และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้จากกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน โดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
การทดสอบสมรรถภาพทางกลไก
ผู้วิจัยใช้แบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกสำหรับ
เด็กปฐมวัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(KasetsartMotor Fitness Test) ประกอบด้วยวิธีการ
ทดสอบ 6 ด้าน (สุพิตร สมาหิโต, 2535) ดังนี้
5.1 การนั่งงอตัวไปข้างหน้า ใช้ทดสอบความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง
5.2 การลุก-นั่ง 30 วินาทีใช้ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและความอดทน
ของกล้ามเนื้อท้อง
5.3 การวิ่งเร็ว 20 เมตร ใช้ทดสอบความเร็ว 17
5.4 การยืนกระโดดไกล ใช้ทดสอบพลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา
5.5 การวิ่งเก็บของ 3 จุด ใช้ทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว
5.6 การขว้างลูกบอลไกล ใช้ทดสอบพลังของกล้ามเนื้อแขน
หลักการส่งเสริมสมรรถภาพทางกลไกของเด็กปฐมวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) กล่าวถึง
เด็กอายุระหว่าง 3-5 ปีว่าเป็นวัยที่มีร่างกายและสมองกำลังเจริญเติบโตผู้ใหญ่ควรส่งเสริมให้เด็กใน
วัยนี้ได้รับการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสำรวจการเล่นการทดลอง การค้นพบ
ด้วยตนเองมีโอกาสแก้ปัญหาเลือกและตัดสินใจใช้ภาษาสื่อความหมายคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยู่ร่วมกับผู้อื่น
ได้อย่างมีความสุข แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมที่กล่าวไว้ในหลักสูตร
คือ การเล่นของเด็กเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตเด็กทุกคนการเล่นทำให้รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน
ได้ สังเกตได้มีโอกาสทดลองสร้างสรรค์คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตัวเอง การเล่นจะมีอิทธิพลและ
มีผล ต่อการเจริญเติบโตของเด็กช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา สภาพทางสังคม
วัฒนธรรมและธรรมชาติที่เด็กอาศัยอยู่สิ่งต่างๆเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้การพัฒนาศักยภาพให้
เกิดการเรียนรู้และอยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขแนวทางในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กอายุ3-5 ปี
สามารถจัดกิจกรรมประจำวันได้หลายรูปแบบ เป็นการช่วยให้ทั้งผู้สอนและเด็กทราบว่าแต่ละวันจะ
ทำกิจกรรมอะไรเมื่อใดและอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจและวุฒิภาวะของเด็กโดยคำนึงถึง
องค์ประกอบต่างๆดังนี้
1) ระยะเวลากล่าวคือเด็กในช่วงอายุที่ต่างกันจะมีความสนใจกิจกรรมดังนี้เด็กวัย 3 ขวบ มีความสนใจช่วง
สั้นประมาณ 8 นาทีเด็กวัย 4 ขวบ มีความสนใจช่วงสั้นประมาณ 12 นาทีเด็ก วัย 5 ขวบ
มีความสนใจช่วงสั้นๆประมาณ 15 นาที
2) กิจกรรมที่จัดควรมีลักษณะดังนี้กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลา
ต่อเนื่องนานเกินกว่า 20 นาทีกิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรีเช่น การเล่นตามมุม การเล่นกลางแจ้ง
การเล่นใช้เวลาประมาณ 40-60 นาทีกิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมใน ห้องและนอกห้อง
กิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคลกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่
กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ริเริ่มและครูเป็นผู้ริเริ่มและกิจกรรมที่ต้องใช้ก าลังและไม่ใช้ก าลัง ควรจัดให้ครบ
ทุกประเภททั้งนี้กิจกรรมที่ต้องออกกำลังกาย ควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลัง มากนักเพื่อ
เด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป
3) รูปแบบการจัดกิจกรรมประจำวันหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้ให้ แนวทางในการจัด ตารางกิจกรรมประจำวันไว้พอสังเขปดังนี้
8.30-9.00 รับเด็กเคารพธงชาติ
9.00-9.30 กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
9.30-10.30 กิจกรรมเสรี
10.30-10.40 พักรับประทานอาหารว่าง
10.40-11.20 กิจกรรมกลางแจ้ง
11.20-11.30 พัก (ล้างมือ-ล้างหน้า)
11.30-11.50 กิจกรรมเสริมประสบการณ์
11.50-13.00 พัก (รับประทานอาหารกลางวัน)
13.00-15.00 นอนพักผ่อน
15.00-15.10 เก็บที่นอนล้างหน้า
15.10-15.30 พัก (รับประทานอาหารว่าง)
15.30-15.50 เล่านิทาน
15.50-16.00 เตรียมตัวกลับบ้าน
สรุปหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้ก าหนดแนวทางในการจัดกิจกรรมประจำวัน
โดยครอบคลุม 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสรี กิจกรรมเสริม
ประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเกมการศึกษา
จากความหมายแนวคิดและองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกลไกที่มีผู้รู้ศึกษาไว้ หลายท่านสรุป
ความหมายของสมรรถภาพทางกลไกได้คือ ความสามารถในการใช้พลังของกล้ามเนื้อ ในการเคลื่อน
ไหวการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้บรรลุตามวัตถุประสงค์โดยมีองค์ประกอบคือพลัง
ของกล้ามเนื้อ (Muscle power) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength) ความอดทนของ
กล้ามเนื้อ (Muscle endurance) ความอ่อนตัว (Flexibility) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility)
และ ความเร็ว (Speed) ดังนั้นเด็กที่ได้รับการฝึกสมรรถภาพทางกลไกทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกาย
เคลื่อนไหวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เด็กมีความพร้อมทางด้านร่างกายและปฏิบัติ
กิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

No comments:
Post a Comment